วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

[วิดีโอพรีวิว] Samsung Galaxy S4 mini มือถือรุ่นรองของ Samsung Galaxy S4 ตัวเล็ก

[วิดีโอพรีวิว] Samsung Galaxy S4 mini มือถือรุ่นรองของ Samsung Galaxy S4 ตัวเล็ก สเปคแรง

[24-มิถุนายน-2556] Samsung Galaxy S4 mini - เปิดตัว Samsung Galaxy S4 mini กันไปแล้ว เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ก่อนจะนำมาเผยโฉมอีกครั้ง ในงาน Samsung Premiere 2013 ที่ลอนดอน เมื่อวานนี้


โดย Samsung Galaxy S4 mini นั้น มาพร้อมกับหน้าจอแบบสัมผัส ขนาด 4.3 นิ้ว แบบ AMOLED display, ระบบประมวลผลแบบ Dual-core processor ความเร็ว 1.7GHz และกล้องด้านหลัง ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ซึ่งโดยรวมแล้ว ถือว่า เป็นสเปคที่กำลังดีต่อการใช้งานโดยทั่วไปครับ








นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ชั่นการใช้งานบางอย่าง ที่เหมือนกับ Samsung Galaxy S4 อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น Air View, Air Gestures, S Translator, S Voice และ S Health ซึ่งเว็บไซต์ engadget ได้ พรีวิว Samsung Galaxy S4 mini ในรูปแบบของคลิปวิดีโอ จะน่าใช้ขนาดไหน ชมกันได้จากคลิปท้ายข่าวครับ



รายละเอียดเพิ่มเติม : engadget.com

สนับสนุนเนื้อหา:  www.techmoblog.com

วันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2556

โปรแกรมเคลียร์ซับหมึก Epson L100 L120 L200 L110 L210 L300 L350 L355

โปรแกรมเคลียร์ซับหมึก Epson L100

https://mega.co.nz/#!ZxdTBIRY!L3_jXFqGV9_0P-x7CEdl0EPtrUN_ejV-IjxuYPGC2_I
โหลดได้ที่นี่ครับ

 *************************************************

โปรแกรมเคลียร์ซับหมึก EPSON L120

https://drive.google.com/open?id=1ylg8-sUpWK_aO_C84b8MURCibp-5DYaV

  ดาวน์โหลดที่นี้เลย

 

*************************************************

โปรแกรมเคลียร์ซับหมึก Epson L200


https://mega.nz/#!p89D0DYJ!o00CPiEtoIA4CyRS63Yp9tL0Zrdr_P_KX4AHD2Y-vkc

โหลดได้ที่นี่ครับ

*************************************************

โปรแกรมเคลียร์ซับหมึก Epson L110 L210 L300 L350 L355

 
https://mega.nz/#!kp8iQB6b!0oDKLTjcfeW-sF8ralVGg8s24bMus4gu-Xd6NmrHQbU

โหลดได้ที่นี่ครับ (เห็นมีเยอะแล้ว) เผื่อไว้

*************************************************

โปรแกรมเคลียร์ซับหมึก Epson L130 L220 L310 L360 L365

 
https://mega.nz/#!Awd1UaxT!j7Ec2J8HqAB4f5AZ3HpKcs64wZUB7utvEqCqy1VG1TE

โหลดได้ที่นี่

*************************************************

  ฝากกดเล่น  http://VisitsToMoney.com/index.php?refId=732193

วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2555

อัพเดตภาพและข้อมูล Galaxy Note 2 แบบเป็นทางการ

note-2.jpg

และแล้วก้ได้เห็นภาพของ Galaxy Note 2 แบบเป็นทางการสักที แน่นอนมีการปรับเปลี่ยนที่ดูแล้วเปลี่ยนไป สำหรับตัวเครื่องเองก้ได้ความรู้สึกเดียวกันกับ Galaxy S 3 ด้วยเช่นกัน ส่วน Spec เรามาอัพเดตกันว่ามีอะไรบ้าง

Spec Galaxy Note 2


  • มาพร้อมแอนดรอยเวอร์ชั่น 4.1
  • หน้าจอมีขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียดหน้าจอ 1280×720 pixels HD Super AMOLED display
  • มีความบางอยู่ที่ 9.4 mm
  • มาพร้อมความเร็วซีพียู 1.6GHz quad-core processor
  • หน่วยความจำในเครื่อง RAM 2 GB , ROM 16 GB/32 GB/64 GB
  • กล้องความละเอียด 8 ล้าน , กล้องหน้าความละเอียด 1.9 ล้าน
  • แบตเตอรี่ขนาด 3100 mAh
  • Wi-Fi, Bluetooth, GPS, HSPA+ 21Mbps, 4G LTE support
  • วางจำหน่ายเดือน October สำหรับประเทศในยุโรป


ข้อมูลเพิ่มเติม

note-2off-specs.png

ภาพเพิ่มเติมในรุ่นสีขาว

note-2off-2.jpg note-2off-1.jpg

ภาพเพิ่มเติมจากเว็บ Engadget

note2-dsc08055.jpg note2-post-dsc07946.jpg note2-news-dsc07924-1346245440.jpg note2-post-dsc07996.jpg note2-post-dsc08010.jpg

sammyhub , engadget

วันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2555

Mobile: Samsung Galaxy S2 มือถือซีพียู 2 GHz เตรียมเปิดตัวเดือนหน้า?

:: Mobile: Samsung Galaxy S2 มือถือซีพียู 2 GHz เตรียมเปิดตัวเดือนหน้า? ::


ผู้ใช้งานสมาร์ตโฟน Samsung Galaxy S ทั้งหลายเตรียมตัวหาที่รับเทิร์นเครื่องกันได้เลยตั้งแต่วันนี้ หลังมีข่าวลือหลุดออกมาว่า Samsung Galaxy S2 (Samsung i9200) ทายาทโดยตรงของมือถือ Android ตัวนี้เตรียมที่จะเปิดตัวกันแล้วในงาน Mobile World Congress 2011 ที่กำลังจะเริ่มเบิกม่านกันในเดือนหน้านี้แล้ว
โดยงานนี้แหล่งข่าวบางเจ้าระบุตรงกันว่าบางที Galaxy S2 ตัวนี้ก็คือโทรศัพท์มือถือตัวเดียวกันกับ Google Nexus S ที่นำมาตีตราโลโก้ Samsung ให้เห็นโดดเด่นเป็นสง่านั่นเอง ดังนั้นฟีเจอร์สำคัญๆอย่างชิปเซ็ต NFC (ระบบชำระเงินอัจฉริยะ) และระบบปฏิบัติการ Android 2.3 Gingerbread เองก็จะได้รับการโยกมาใส่ไว้ในมือถือตัวนี้ด้วย
อย่างไรก็ตามเดี๋ยวจะโดนครหาว่า S2 เป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่เอามาหลอกขายชาวบ้าน ว่าแล้ว Samsung เลยจัดการอัพเกรดสเปคเครื่องบางส่วนอย่างเช่นซีพียูแบบ Dual-Core ความเร็วถึง 2GHz เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผล, หน้าจอ Super AMOLED ขนาดใหญ่ขึ้นที่ 4.3 นิ้ว, กล้อง 8 ล้านพิกเซล Full HD และหน้าตาอินเตอร์เฟซแบบ TouchWiz 3.0 ซึ่งแฟนๆค่ายนี้คงจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีนั่นเอง
บทความโดย: ekk TechXcite
ที่มา: techradar

วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ลือ "Galaxy Note 2" เปิดตัว 30 สิงหาคม คาดใช้ซีพียู Quad-Core รุ่นใหม่, จอ 5.5 นิ้ว

ลือ "Galaxy Note 2" เปิดตัว 30 สิงหาคม คาดใช้ซีพียู Quad-Core รุ่นใหม่, จอ 5.5 นิ้ว ฯลฯ

"Samsung Galaxy Note" ถูกเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปลายปีก่อน และประสบความสำเร็จด้วยยอดขายเกิน 5 ล้านเครื่องทั่วโลก จากคุณสมบัติที่ไม่เหมือนใคร สำหรับ "Galaxy Note 2" ภาคต่อของสุดยอด Phablet รุ่นดังกล่าว ล่าสุดมีข้อมูลจากสื่อเกาหลีว่า "Samsung มีแผนจัดงาน Unpacked 2012 เพื่อเปิดตัว Galaxy Note 2 วันที่ 30 สิงหาคม เวลา 19.00 น. (CET)"

Image

สเปคภายในของ Galaxy Note 2 มีข่าวลือเกี่ยวกับการปรับดีไซน์คล้าย "Galaxy S III" ขนาดหน้าจอใหญ่ขึ้นเป็น 5.5 นิ้ว, ซีพียู Exynos 4412, กล้องระดับ 8-12MP และรัน Android 4.1.1 เวอร์ชั่นล่าสุด รอติดตามครับ เชื่อว่าหลายคนคงเก็บตังรอซื้อพร้อมๆ กับ "Galaxy Note 10.1" แน่นอน


ที่มา : GSMArena via Sammyhub

วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

Galaxy S Advance

30 มีนาคมเจอกัน Galaxy S Advance เปิดตัว (13,900 - 14,900 บาท)

galaxy_s_advance-dated.jpg

เรียกได้ว่าเมืองไทยการทำงานของซัมซุงไม่ช้ากว่าเมืองนอกแน่นอน สังเกตุได้เลยว่ามือถือหลายๆตัวเปิดวางจำหน่ายก่อนเมืองนอกด้วยซ้ำและรุ่น นี้ก้เช่นกัน Galaxy S Advance จริงๆแล้วก้เพิ่งมีข่าวไปไม่นาน และวันนี้สำหรับเพื่อนๆที่กำลังสนใจตอนนี้มีข่าวอัพเดตล่าสุดวันนี้มาให้ อ่านกันครับ

Samsung Galaxy S Advance รุ่นอัพเกรดของ S Plus นั่นเองครับ ซึ่ง S Advance นั้นจะใช้ CPU Dual Core 1GHz และราคาอยู่ในระดับกลางๆ (13,900 - 14,900 บาท) เนื่องจากสเปคของตัวเครื่องนั้นค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นได้ใช้ ICS บน Galaxy S Advance แน่นอนครับ ส่วนเรื่องของ 3G นั้น ใช้ได้ทุกคลื่นความถี่ครับ แต่จะปรับปรุงมาให้ใช้ได้ดีกับคลื่น 900MHz

สเปคของ Samsung Galaxy S Advance

3G : 850 / 900 / 1900 / 2100
Android OS, v2.3 (Gingerbread)
CPU : Dual-core 1 GHz Cortex-A9
Display : SUPER AMOLED 480 x 800 pixels, 4.0 inches
Internal Storage : 8 GB
RAM : 768MB
ROM : 2 GB
Camera : 5 MP, 2592 x 1944 pixels, autofocus, LED flash
Front Camera : 1.3 MP
---------------------------------------------------------------------------
http://www.thaiandroidphone.com/forum.php?mod=viewthread&tid=28259&from=portal

วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

Samsung Galaxy S III ใช้งาน Quad Core CPU แถมมี Galaxy S 3D มารอเปิดตัวกลางปีหน้า!

Samsung Galaxy S III สมาร์ตโฟน Android 4.0 Ice Cream Sandwich รุ่นต่อไปจาก Samsung ที่จะมาสานต่อความสำเร็จ



Samsung Galaxy S III สมาร์ตโฟน Android 4.0 Ice Cream Sandwich รุ่นต่อไปจาก Samsung ที่จะมาสานต่อความสำเร็จของรุ่นท็อปฮิตในปีนี้อย่าง Samsung Galaxy S II ตกเป็นข่าวล่าสุดว่าตัวเครื่องอาจจะไม่ได้เลือกใช้งาน Dual Core CPU (2 คอร์) ความเร็ว 1.8GHz อย่างที่เคยเป็นข่าวก่อนหน้านี้แต่อย่างใด ทว่า Samsung Galaxy S III จะหันไปอัพเกรดหน่วยประมวลผลภายในเครื่องเป็น Quad Core CPU (4 คอร์) รุ่นใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ดียิ่งขึ้นไปอีกแทน

ทั้งนี้สำหรับสาเหตุที่ Samsung Galaxy S III ต้องรีบเปลี่ยนหน่วยประมวลผลมาเป็น Quad Core CPU ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังจะมาในปี 2012 นี้ก็เนื่องมาจากการที่ค่ายผู้ผลิตสมาร์ทโฟนคู่แข่งอย่าง HTC เตรียมที่จะเปิดตัวโทรศัพท์มือถือที่ใช้งาน Quad Core CPU ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2011 ทั้ง HTC Edge และ HTC Zeta นั่นเอง โดยหลายฝ่ายประมาณการณ์เบื้องต้นว่า Samsung Galaxy S III เตรียมได้รับการเผยโฉมสู่สายตาสาธารณชนภายในงาน Mobile World Congress 2012 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2012 ที่จะมาถึงนี้

ขณะเดียวกัน ETNews จากประเทศเกาหลีใต้ยังรายงานมาอีกด้วยว่า Samsung กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาสมาร์ทโฟนซึ่งสามารถรองรับระบบ 3D ได้ซึ่งคาดว่าน่าจะใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า Samsung Galaxy S 3D ที่จะมีกำหนดพร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในครึ่งปีแรกของปี 2012 อย่างแน่นอน เรียกได้ว่าปีหน้า Samsung ก็จะมีนวัตกรรมใหม่ๆให้สาวกได้เสียสะตุ้งสตังค์กันอีกแล้วทั้ง Samsung Galaxy S III และ Samsung Galaxy S 3D (หวังว่าคงจะไม่มีรุ่นเพิ่มสเปคลดราคาจาก Samsung ตามมาอีกนะ 555+)

2011-12-28 20:56:27 By










หลุดภาพ Galaxy S2+ คาดใช้ Exynos 4212, รัน Android 4.0, เปิดตัว MWC2012


หลุดภาพ Galaxy S2+ คาดใช้ Exynos 4212, รัน Android 4.0, 
เปิดตัว MWC2012
น่าเสียดายเหมือนกันที่ซัมซุงเลื่อนการเปิดตัว "Galaxy S III" จากงาน MWC2012 ออกไป แต่ใช่ว่าจะไม่มีไฮไลท์เด็ดซะทีเดียวครับ ยังมีข่าวลืออีกหลายรุ่นที่พร้อมเปิดตัวเช่น Galaxy Tab 11.6, Galaxy Note II ฯลฯ รวมถึง "Galaxy S2+" ภาคปรับปรุงของ Galaxy S II ที่มาพร้อมกับชิปซีพียู Exynos 4212 1.5GHz, ดีไซน์ปุ่มใหม่ และรัน Android 4.0 สำหรับภาพด้านบนเป็นของป๋า Eldar Murtazin เจ้าเก่า เขากล่าวว่า "นี่คือภาพของ Galaxy S2+ ซึ่งจะเปิดตัวในงาน MWC2012 ปลายเดือนนี้" ดีไซน์ส่วนใหญ่ยังคงเดิม เปลี่ยนแค่ปุ่ม Navi ด้านล่างเหลือแค่ Back, Home, Recent (แบบ Galaxy Nexus) เท่านั้น

เห็น UI แล้วอาจดูแปลกตาไปจาก TouchWiz ที่เราคุ้นเคยกันมาก อาจเป็นเวอร์ชั่น Final ของอินเตอร์เฟส Samsung สำหรับ Android 4.0 ก็ได้เหมือนกันนะ : )


ที่มา : PhanDroid via BGR

วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Microsoft Surface 2 สุดยอดคอมพิวเตอร์จากเคยมีแค่ในหนัง วันนี้เข้าสู่โลกความจริงแล้ว

 

หากใครที่เคยดูหนังเรื่อง 007 ภาคล่าสุดมาก่อนแล้วละก็ คงจะสะดุดตาอยู่บ้างกับคอมพิวเตอร์หน้าจอขนาดใหญ่ที่อยู่ในรูปแบบโต๊ะกันใช่มั้ยละครับ เทคโนโลยีแบบนั้นจะไม่ใช่เรื่องที่เกินจริงอีกต่อไปครับ เพราะที่งาน CES 2011 ทาง Microsoft ได้เปิดตัว Microsoft Surface 2 ที่มีขนาดจอสัมผัสขนาดใหญ่ถึง 40 นิ้ว(ใหญ่กว่ารุ่นเดิม 4 นิ้ว) ใช้กระจกที่มีความแข็งแรงทนทานกว่าพลาสติกธรรมดาถึง 50 เท่าอย่าง Gorilla Glass และยังมาพร้อมกับความละเอียด Full HD หรือ 1920 x 1080 จุด หลายคนอาจจะยังไม่เห็นภาพว่าเป็นยังไง งั้นเราลองไปดูคลิปวีดีโอข้างล่างนี้กันเลยครับ





เป็นยังไงบ้างครับ แทบจะลืมคอมพิวเตอร์ที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันนี้กันไปเลยใช่มั้ยละครับ ซึ่งราคาจะอยู่ที่ $7600 หรือประมาณ 228,000 บาทครับ โดยในตอนนี้นั้นทาง Microsoft ได้เริ่มขายไปแล้วให้กับบริษัทต่างๆเช่น Red Bull, Fuji Film , ธนาคารในแคนดานา, สายการบิน, รีสอร์ท, โรงแรม Sheraton ครับ

รายละเอียด Spec คร่าวๆของ Microsoft Surface 2
Cpu : AMD Athlon II X2 ที่ความเร็ว 2.9 GHz
Gpu : AMD Radeon HD 6700M (Support DirectX 11)
OS : Window 7 Professional 64 bit

ขอขอบคุณ : Microsoft, Gizmodo, fubiz, zdnet

Office Starter 2010 อีกหนึ่งทางเลือกของโปรแกรมลิขสิทธิ์




ข่าวดีสำหรับคนชอบของฟรี...กับ Microsoft Office Starter 2010 โปรแกรมดีๆถูกลิขสิทธิ์ไม่ผิดกฎหมายสำหรับเครื่องที่ยังไม่มีโปรแกรม Office ซึ่งใน Microsoft Office Starter 2010 ตัวนี้จะมีโปรแกรม Word และ Excel 2 โปรแกรมที่สามารถใช้งานได้ทันทีหลังจากดาวน์โหลดมา (offline) แต่มีข้อแม้ตรงที่เครื่องของเราจะต้องเป็น Windows 7 และ Windows Vista เท่านั้นครับ และหากมีความพร้อมและต้องการใช้เวอร์ชั่นเต็มก็สามารถอัพเกรดได้อีกด้วยตามราคาเลยครับ


Thanks for microsoftoem

Google เผยคำค้นหายอดนิยมของไทยประจำปี 2554




วันนี้ Google ประกาศผลไซต์ไกสต์ประจำปี 2554 ซึ่งเป็นการมองย้อนกลับไปทั้งปี ผ่านสายตาสาธารณะบนโลกออนไลน์ ผลไซท์ไกสท์นี้จะเปิดมุมมองใหม่ที่ไม่เหมือนใคร ให้คุณได้ย้อนนึกถึงเหตุการณ์สำคัญและเทรนด์ที่มาแรงที่สุดในรอบปี โดยดูจากการค้นหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

● เหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่และรุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี ที่คนไทยจะต้องจดจำไปอีกนาน และเทศกาลสงกรานต์สุดคึกคักแห่งปี ณ ถนนสีลม ล้วนเป็นข่าวเด่นที่อยู่ในความสนใจของคนไทยในปีนี้

● สังคมออนไลน์มีบทบาทอย่างมากกับคนไทยในปีนี้เช่นกัน เปรียบเสมือนเป็นอีกปัจจัยสำคัญ ของคนรุ่นใหม่ทั้งในเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว และการอัพเดทข่าวสาร รวมถึงเป็นตัวสร้างกระเเสใหม่ๆ มากมายให้สังคมจริงๆ ได้ติดตาม

● ในด้านบันเทิง เพลงดังที่สร้างความตื่นตะลึงบนโลกออนไลน์ “คันหู” มาแรงฉุดไม่อยู่ ส่วนรายการทีวียอดฮิตเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับวิญญาณ “คนอวดผีี” ก็มีแฟนรายการเฝ้าชมเพิ่มมากขึ้น

เมืองไทยทำให้ใครต่อใครตื่นตาตื่นใจได้เสมอ สิ่งที่คนไทยค้นหาบ่งบอกถึงเอกลักษณ์และการเปลี่ยนแปลงอันหลากหลาย อันแสดงถึง "วิถีชีวิตของคนไทย" สถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่คือเรื่องเด่นที่สุดของปีนี้ ที่ชาวไทยให้ความสนใจค้นหาข้อมูลกันอย่างล้นหลาม และรวมตัวสร้างพลังสามัคคี เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างน่าอัศจรรย์ ตามมาด้วยเหตุการณ์ช่วงเทศกาลสงกรานต์บนถนนสีลม ที่มาพร้อมความคึกคักและรื่นเริง ที่พลิกโฉมวัฒนธรรมไทยทุกปี

ในขณะเดียวกันสังคมออนไลน์กับคนไทยในปีนี้ เติบโตมาเป็นของคู่กัน เห็นได้จากกระเเสคำค้นหา Facebook และ Google+ ที่มาเเรงและมีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตมากขึ้น โดยที่กระเเสด้านบันเทิงปีนี้ พลิกความคาดหมาย เพลงดังในโลกออนไลน์ อย่าง “คันหู” สามารถสร้างกระเเสวิพากวิจารณ์ต่างๆ นานา หรือแม้แต่เรื่องราวของดาราที่อยู่ในความสนใจของคนไทย มาจนถึงสิ้นปีไม่หลุดโผ โดยที่อุปกรณ์เทคโนโลยีอินเทรนด์ต่างๆ เช่น iPhone iPad หรือ Samsung Galaxy และ Blackberry ก็ได้รับความสนใจค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม



รายการคำค้นหาด้านล่างจะเปิดให้คุณได้สัมผัสกับไซต์ไกสต์ หรือ จิตวิญญาณแห่งกาลเวลาของประเทศไทยในปี 2554!
* คำชี้แจง: ทั้งหมดเป็นคำค้นที่มาแรงที่สุดของแต่ละหมวดซึ่งได้ตัดคำที่ซ้ำออกไปแล้ว


นอกจากเครื่องมือไซต์ไกสต์ของ Google จะทำให้เรามองเห็นประเด็นที่มาแรงที่สุดในเมืองไทยแล้ว ยังให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับหัวข้อที่อยู่ในความสนใจของคนทั่วโลกอีกด้วย สถิติคำค้นหาสูงสุดจากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก จะประกาศพร้อมกันทั่วโลกเร็วๆ นี้

เฝ้าติดตามและศึกษาข้อมูล: ชาวไทยเริ่มสนใจค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อทำความรู้จักกับ “สมาร์ทโฟน” อย่างจริงจัง ตั้งเเต่ช่วงเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว เรื่อยมาในปีนี้อัตราการเติบโตของคำว่า “สมาร์ทโฟน” จากกราฟนี้พุ่งขึ้นสูงสุดในช่วงเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน และตลอดปีนี้มีอัตราความสนใจสลับขึ้นลงไปมา อันเนื่องจากการเปิดตัว สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ที่สร้างความสนใจให้กับผู้ใช้งานอยู่ตลอด (ดูได้จากกราฟตามลิงค์นี้)

หลุด Roadmap CPU "ทั้งตระกูล" จากค่าย Intel ยาว 12 เดือน


และแล้วแผนผังการเก็บเงินของพวกเราก็เริ่มขึ้น เมื่อมีแผนผังหลุดออกมาเกี่ยวกับการวางขาย CPU รุ่นต่างๆของ Intel ซึ่งลากยาวไปจนถึงสิ้นปี 2012 หรือ 12 เดือนเต็มเลยทีเดียว โดยรหัส CPU ที่หลุดออกมานั้นต้องบอกว่า มากันทุกตระกูล ทุกรุ่นเท่าที่ Intel จะวางขายในปีหน้า จุดเด่นนั้นก็คงหนีไม่พ้น Ivy Bridge แน่นอน




โดยในปีหน้านั้นจะเห็นว่า Intel ยังทำตลาดตระกูล Celeron อยู่ ซึ่งปี 2013 อาจจะไม่ได้เห็นชื่อนี้แล้ว ส่วนตระกูล Ivy Bridge นั้นจะเริ่มวางขายในช่วงไตรมาสที่สองเป็นต้นไป




ซึ่งจะมาพร้อมกับ Intel chipset series 7 กันแล้ว ซึ่ง Platform นี้ก็ได้ขนเทคโนโลยีใหม่ๆเพิ่มเข้ามามากมายเลย




ผลการทดสอบ CPU ด้วยโปรแกรม 3DMark Vantage จะเห็นว่ากราฟฟิก Intel HD4000 ที่จะมาพร้อมกับ Ivy Bridge(บางตัว) นั้นแรงกว่า Intel HD2000 สองเท่าเลยทีเดียว




ส่วนผลการทดสอบทั่วๆไปนั้น Ivy Bridge จะแรงกว่า Sandy Bridge อยู่ราวๆ 15% ครับผม


Credit : vr-zone

วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2554

KINGMAX เปิดตัวแฟลชไดรฟ์ 128GB USB 3.0 ใหม่

KINGMAX เปิดตัวแฟลชไดรฟ์ 128GB USB 3.0 ใหม่
.
139aอีกหนึ่งแบรนด์ที่โด่งดังในเรื่องของอุปกรณ์หน่วยความจำระยะหลังๆใน้บ้านเรา โดยเฉพาะอุปกรณ์
อย่างแฟรชไดรฟ์ ล่าสุดออกมาเปิดตัวรุ่นใหม่อีกรุ่น เป็นแฟลชไดรฟ์ความจุสูงชือรุ่น ED-01 ขนาด 128GB 
มาพร้อมกับเทคโนโลยีล่าสุดอย่าง USB 3.0 ทำให้ทั้งสามารถเก็บไฟล์ได้เยอะ และโอนถ่ายได้อย่างรวดเร็ว
เพื่อเป็นการใช้งานความจุสูงให้ได้ดียิ่งขึ้น อย่างเต็มประสิทธิภาพ139b
ด้านการออกแบบจะเป็นลักษณะฝาเปิดปิด สามารถถอดออกได้ แต่ก็จะมีการออกแบบที่เรียกว่า Clip-Clap
เพื่อเป็นการป้องกันฝาในกรณีที่ทำตก หรือป้องกันการทำฝาหาย วัสดุก็เป็นเนื้อพลาสติกอย่างดีที่มีการทำพื้นผิว
ให้คล้ายหนังด้านประสิทธิภาพ ด้วยเทคโนโลยี USB 3.0 อย่างที่บอกไป ทำให้ความเร็วในการอ่านนั้นสูงถึง 66MB
ต่อวินาที และความเร็วในการเขียนถึง 41MB ต่อวินาที และแม้ว่าเครื่องที่เราใช้จะเป็นรุ่นเก่าที่ยังคงใช้ USB 2.0 อยู่
ตัวแฟลชไดรฟ์ก็จะยังสามารถใช้งานได้ปกติ แต่ว่าจะวิ่งที่ความเร็วต่ำลงแค่นั้นเอง แต่ก็โอนถ่ายได้เหมือนปกติทุกอย่าง
ทุกไฟล์
รายละเอียด:
การเชื่อมต่อ: USB 3.0
ขนาดความจุ: 8GB/16GB/32GB/64GB/128GB
ขนาดตัวไดรฟ์: 74.5 x 20 x 9 mm (L x W x H)
น้ำหนัก: 10.5 g
สี: Black

ฟีเจอร์:
สามารถใช้งานกับ USB 2.0 แบบเก่าได้
มีไฟ LED บอกสถานะการทำงาน
การออกแบบ Clip-Cap ช่วยป้องกันการทำฝาปิดหาย
รับประกันนาน 5 ปี

------------------------
ที่มา: techpowerup

วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2554

มาทำความรู้จักกับ USB 3.0 (Superspeed)

ในปัจจุบันนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก USB หรือ Universal Serial Bus? นั้นมีต้นกำหนิดตั้งแต่ปีค.ศ.1996 ซึ่งช่วงนั้น
USB นั้นได้รับการสนับสนุนจากหลายๆ สมาคมหรือบริษัทไม่ว่าจะเป็น Intel, Compaq, หรือ Microsoft จนได้
มาเป็นสายการเชื่อมสากลที่มีชื่อว่า USB 1.1 ที่ทุกสื่อยอมรับเมื่อปีค.ศ. 1998 โดยมีความเร็วในการแลกเปลียน
ข้อมูลสูงสุด 12 Mbps แล้วหลังจากนั้นก็มีการพัฒนาการมาเรื่อยๆ จนถึง USB 2.0 (ปี 2000) ที่มีความเร็วขึ้นมาก
เมื่อเทียบกับ USB 1.1 คือ 480 Mbps
แต่ความต้องการของมนุษย์เราก็ไม่มีสิ้นสุด USB 2.0 ที่เราใช้งานกันอยู่นั้นเริ่มมีความเร็วที่ไม่เพียงพอแล้ว
เนื่องจากในปัจจุบันข้อมูล เริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ รวมถึง Storage ก็มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นด้วย แต่ความเร็วนั้น
ยังกลับเท่าเดิม การมาของ USB 3.0 หรือที่เรียกในอีกชื่อว่า USB Superspeed ในครั้งนี้ถือว่าเป็นก้าวสำคัญ
สำหรับวงการคอมพิวเตอร์ และปัจจุบันนี้ก็เริ่มมีอุปกรณ์ด้านคอมพิวเตอร์ได้ออกจำหน่ายในรูปแบบ USB 3.0
ซึ่งส่งถ่ายข้อมูลได้ถึง 5 Gbps กันทีเดียว ฉะนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่า USB 3.0 มีรายละเอียดเป็นอย่างไร และมีสิ่งที่
ควรรู้คืออะไรบ้าง
ก่อนอื่นถ้ากล่าวถึง USB 3.0 แล้วไม่กล่าวถึงกลุ่มองค์กรนึ่งก็จะขาดความเข้าใจที่มาที่ไปของ USB 3.0
กลุ่มนั้นได้แก่ นั้นก็คือ กลุ่มส่งเสริมการใช้งาน USB 3.0 (http://www.usb.org/home) ให้ความสนใจใน
การพัฒนาของ USB 3.0 โดยตั้งหลักเกณฑ์ในการพัฒนาในเรื่องหลัก 3 เรื่อง ได้แก่
  • ต้องมีการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นเช่นกัน
  • ความเข้ากันได้กับรุ่นเก่า
  • การปรับปรุงประสิทธิภาพในการถ่ายโอนข้อมูล
ใช้พลังงานน้อยลงในการย้ายข้อมูลขนาดเท่าเดิม
กุญแจสำคัญในการพัฒนา USB 3.0 คือ การปรับปรุงเรื่องประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน
ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นในการยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่สำหรับอุปกรณ์พกพา ไม่ว่าจะเป็นโฮสต์
หรืออุปกรณ์เสริม มีการพัฒนากรอบการทำงานหลายอย่างเพื่อลดการใช้พลังงานโดยรวมของ
อุปกรณ์ USB รุ่นใหม่อันประกอบด้วย
- การขจัดเรื่องการสอบถามอุปกรณ์
- การขจัดเรื่องการกระจายแพคเก็ต
- สถานะพลังงานต่ำระหว่างการถ่ายข้อมูล
- เพิ่มความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูล 10 เท่า
ความเปลี่ยนแปลงประการแรกที่ช่วยลดการใช้พลังงานคือ การขจัดการสอบถามอุปกรณ์ (device polling) ใน USB 2.0 โฮสต์คอนโทรลเลอร์ต้องทำการสอบถามอุปกรณ์ที่รู้จักอย่างต่อเนื่องเพื่อตรวจ สอบว่ามีข้อมูลหรือต้องการส่งข้อมูลกลับมายังระบบโฮสต์หรือไม่ การสอบถามอุปกรณ์ทำให้อุปกรณ์ทุกตัวต้อง “ตื่นตัว” อย่างเต็มที่และสามารถส่งข้อมูลได้ตลอดเวลา อันหมายความว่า อุปกรณ์แต่ละตัวต้องเปลืองพลังงานในการส่งสัญญาน ตอบกลับไปยังระบบโฮสต์ เมื่อไม่มีข้อมูลที่ต้องการส่งกลับไปท้ายที่สุดโฮสต์ยังกินพลังงานอย่างต่อเนื่องจากการถามอุปกรณ์ต่างๆ ว่ามีข้อมูลที่ต้องการส่งหรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว ไม่มี
ความเปลี่ยนแปลงประการถัดมาคือ การเปลี่ยนรูปแบบการถ่ายโอนแพคเก็ตจากการกระจายมาเป็นการถ่ายโอนโดยตรง เมื่อโฮสต์ USB 2.0 มีข้อมูลที่ต้องการส่งไปยังอุปกรณ์ มันจะกระจายข้อมูลไปให้แก่พอร์ตทุกตัวต่อจากนั้นฮับทุกตัวที่สัมพันธ์กันต้องกระจายแพคเก็ตไปยังพอร์ตที่เกี่ยวข้อง แต่ละอันอีกครั้ง ท้ายที่สุด อุปกรณ์แต่ละตัวบนบัสต้องประมวลผลข้อมูล (ใช้พลังงาน)เพื่อพิจารณาว่ามันเป็นเป้าหมายของการส่งข้อมูลครั้งนี้หรือไม่
SuperSpeed USB มีการเปลี่ยนโปรโตคอลให้จัดส่งข้อมูลไปยังเป้าหมายที่ต้องการโดยตรง ซึ่งทำให้โฮสต์ต้องมีความชาญฉลาดมากขึ้นที่จะทราบว่าอุปกรณ์อยู่ตรงส่วนใด อันประกอบด้วยพอร์ตใดของฮับ (หรือพอร์ตต่าง ๆ หากมีฮับหลายตัวต่อคั่นกลางระหว่างฮับกับโฮสต์) เส้นทางการส่งข้อมูลออกไป เทคนิคนี้ช่วยลดการใช้พลังงานโดยรวมทั้งในแง่การเจาะจงเป้าหมายที่ต้องการ ส่งข้อมูลไปให้โดยเฉพาะและมีเพียงเป้าหมายเท่านั้นที่ต้องมีการประมวลผล ข้อมูล
ความเร็วที่เพิ่มขึ้นมากถึง 10 เท่ายังช่วยลดปริมาณการใช้พลังงานโดยรวม ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าตัวรับส่งข้อมูลความเร็ว 5 Gbps จะใช้พลังงานในการส่งข้อมูลน้อยกว่าตัวรับส่งข้อมูลความเร็ว 480 Mbps ปกติ USB 2.0 จะมีอัตราการใช้พลังงานอยู่ที่ 4.75 v. – 5.25 V. ต่อพอร์ท และใช้กระแสอยู่ที่ 500mA ซึ่งหากคิดเป็นอัตราค่าพลังงานต่อความเร็วแล้วจะได้ที่ประมาณ 960 Kbp/s ต่อ mA แต่ USB 3.0 จะใช้พลังงานมากกว่าเก่าเกือบสองเท่า คือที่ประมาณ 900mA แต่ได้ความเร็วกลับมาประมาณ 10 เท่า
อย่างไรก็ดี สิ่งที่เรากำลังพูดถึงคือการลดพลังงานโดยรวม ไม่ใช่เพียงแค่กระแสไฟสูงสุดที่เกิดขึ้นเพียงชั่วระยะเวลาอันสั้นเมื่อตัว รับส่งข้อมูลเริ่มทำงาน เมื่อเราคำนึงถึงระยะเวลาทำงานของตัวรับส่งข้อมูลที่ลดลงประมาณ 10 เท่า ดังนั้นพลังงานทั้งหมดที่ต้องใช้เพื่อส่งข้อมูลจำนวนเท่ากันดังเช่น การย้ายไฟล์จากเครื่องคอมพิวเตอร์ไปยังแฟลชไดรฟ์ ย่อมลดลงอยู่ในช่วงระหว่าง 20 เปอร์เซนต์ (เวลาใช้ไฟสูงสุดสองครั้งซึ่งใช้เวลาในการทำงานเพียงหนึ่งในสิบของเวลาเดิม) กับ 50 เปอร์เซนต์ (เวลาใช้ไฟสูงสุดห้าครั้งซึ่งใช้เวลาในการทำงานเพียงหนึ่งในสิบของเวลาเดิม) ของพลังงานทั้งหมดที่ต้องการใช้ในการส่งข้อมูลขนาดเดียวกันผ่านทาง USB 2.0
เมื่อผสมผสานระหว่างประสิทธิภาพการจัดพลังงานขณะว่างงานที่ผ่านการปรับปรุงให้ดีขึ้น คือจะมีโหมด Idle, Sleep, Suspend และ ไม่มีการกระจายแพคเก็ตและขจัดเรื่อง polling , พลังงานที่ใช้ในการส่งข้อมูลโดยเฉลี่ยที่ลดลง ทำให้ SuperSpeed USB จะใช้พลังงานประมาณไม่เกินหนึ่งในสามของ USB 2.0 เท่านั้น
ผลพลอยได้จากการที่ USB 3.0 สามารถส่งพลังงานถึง 900mA นั้นคือ จะะทำให้การชาร์ตอุปกรณ์ที่สนับสนุน USB 3.0 ที่เสียบผ่านสาย USB 3.0 ชาร์ตเร็วขึ้นด้วย
ความเข้ากันได้กับรุ่นเก่า
หัวใจสำคัญลำดับถัดไประหว่างการพัฒนาคือ การคงรักษาความเข้ากันได้กับ USB รุ่นเก่า ในระหว่างการพัฒนา มีการพบว่าสายเคเบิลและหัวต่อที่ใช้อยู่นั้นไม่สามารถทำให้เกิดความน่าเชื่อ ถือมากพอสำหรับการถ่ายโอนข้อมูลที่ความเร็ว 5 Gbps ดังนั้นนักพัฒนาจึงได้ตัดสินใจว่าจำเป็นต้องส่งสัญญาณผ่านทางตัวนำแยกต่าง หากแทนที่จะใช้ตัวที่มีอยู่แล้วใน USB 2.0 สรุปแล้วนักพัฒนาเลือกที่จะใช้วิธีการส่งสัญญาณที่ต่างออกไปแบบ Full Duplex ซึ่งมีรากฐานมาจากมาตรฐานทางไฟฟ้าของ PCI Express
Full Duplex คือการส่งข้อมูลแบบสองทิศทางได้พร้อมกันในทันที (สังเกตได้จากโลโก้ด้านบน ที่มีลูกศรสองหัว) ซึ่งในเวอร์ชันที่เราใช้ๆ กันอยู่นั้นจะสามารถส่งข้อมูลครั้งละ 1 ทิศทาง สังเกตได้ว่ารูปแบบสาย USB 3.0 นั้นจะมีถึงสี่เส้น โดยใช้ทิศทางละสองเส้น ต่างจากเวอร์ชั่น 2.0 จะมีสายที่ใช้ในการส่งข้อมูลเพียงคู่เดียวเท่านั้น
แล้วความเข้ากันได้กับรุ่นเก่ามีความหมายอย่างไร เมื่อเราพิจารณาจากมุมมองของผู้ใช้ทั่วไป มันหมายความว่าสินค้าทุกตัวที่มีอยู่ซึ่งทำงานได้ตรงตามมาตรฐานจะสามารถทำ งานร่วมกับสินค้าใหม่ทุกตัวที่สนับสนุนมาตรฐานใหม่ อันหมายความว่าเคเบิลที่มีอยู่แล้วดังเช่น ปลั๊ก ต้องสามารถใช้กับตัวรับรุ่นใหม่ที่เหมาะสม ในทางกลับบ้าน เคเบิลรุ่นใหม่ต้องสามารถใช้กับตัวรับรุ่นเก่าได้เช่นกัน
เป็นที่ชัดเจนว่า เคเบิลและปลั๊กที่สนับสนุนมาตรฐานการรับส่งข้อมูลแบบ SuperSpeed USB จะมีตัวนำอันใหม่ทั้งในส่วนเคเบิลและหน้าสัมผัสอันใหม่ในปลั๊ก นอกจากนี้ ตัวรับรุ่นใหม่ต้องมีหน้าสัมผัสแบบใหม่รวมไปถึงรองรับหัวต่อแบบใหม่ที่ต้อง การได้เช่นกัน
ลดการทำงานที่สูญเปล่า
กุญแจสำคัญลำดับสุดท้ายในการพัฒนาคือการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้บัสโดย รวม เราได้กล่าวมาแล้วว่า การขจัดเรื่องการสอบถามอุปกรณ์, การปรับสถาปัตยกรรมเป็นแบบ Full Duplex ของ SuperSpeed USB ช่วยให้สามารถรับส่งข้อมูลได้สองทางพร้อมกันต่างจากสถาปัตยกรรม USB 2.0 ที่เป็น Half Duplex
ใน USB 2.0 บัส Half Duplex ที่มีเส้นทางส่งข้อมูลเพียงชุดเดียว สำหรับการถ่ายโอนข้อมูลก่อให้เกิด ประเด็นเกี่ยวกับประสิทธิภาพบัสสองประการ ประการแรกคือบัสต้อง “หมุนตัว” ทุกครั้งที่ทิศทางการไหลของข้อมูลเปลี่ยนไป อันหมายความว่าตัวส่งข้อมูลต้องหยุดทำงานตรงปลายด้านหนึ่งของการเชื่อมต่อ เมื่อตัวรับที่อยู่อีกด้านหนึ่งหยุดทำงาน เมื่อกระบวนการนี้เสร็จสมบูรณ์ การย้อนกลับจะเกิดขึ้นเมื่อตัวรับเริ่มทำงานบนอุปกรณ์ตัวแรกและตัวส่งเริ่ม ทำงานบนอุปกรณ์ตัวที่สอง
การทำงานแบบนี้ทำให้มีการใช้เวลาบนบัสอย่างสูญเปล่าซี่งมีนัยสำคัญที่ทำ ให้สมรรถภาพลดลง ผลพวงที่ตามมาคือต้องมีการถ่ายโอนข้อมูลเดิมให้เสร็จสิ้นก่อนที่จะการถ่าย โอนอันถัดไปจะเริ่มขึ้น อันหมายความว่าอุปกรณ์ฝั่งรับต้องแจ้งว่าได้รับข้อมูลแล้วและอุปกรณ์ฝั่งส่ง ต้องรับรู้สัญญาน ก่อนที่จะมีการส่งข้อมูลถัดไปผ่านบัส
ในสภาพแวดล้อมของ SuperSpeed ซึ่งมีเส้นทางส่งข้อมูลสองชุดบนอุปกรณ์ทุกตัว ชุดหนึ่งใช้สำหรับรับข้อมูลและอีกชุดหนึ่งใช้สำหรับส่งข้อมูล อันเป็นการขจัดเวลาหมุนตัวของบัส นอกจากนี้ยังช่วยให้สามารถส่งข้อมูลเพิ่มเติมจากฝั่งส่งโดยไม่รอการแจ้งว่า ได้รับข้อมูลแล้วจากฝั่งรับ

ปัญหาจากการความเร็วที่เพิ่มขึ้น
การส่งข้อมูลมักมีคอขวดที่จำกัดสมรรถภาพของการส่งข้อมูลทั้งหมด ในขณะที่ USB 2.0 High-Speed (และแม้แต่ USB Full-Speed ความเร็ว 12 Mbps และ USB Low-Speed ความเร็ว 1.5 Mbps) มีความเร็วเกินพอสำหรับการใช้งานบางประเภท แต่สำหรับการใช้งานบนเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว USB 2.0 ได้กลายเป็นคอขวดในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา อันเป็นเหตุผลสำคัญให้มีการพัฒนามาตรฐานใหม่ที่เน้นเรื่องการถ่ายโอนข้อมูล อันเป็นการขจัดคอขวดที่มีอยู่ในปัจจุบัน
ไม่ว่าสื่อที่ใช้บันทึกข้อมูลจะเป็นแบบจานหมุน เช่น ฮาร์ดดิสก์, ซีดี, ดีวีดี , แบบโซลิดสเตทหรือแฟลชไดรฟ์ที่มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลาย สื่อเก็บข้อมูลเหล่านี้มีความสามารถในการถ่ายโอนข้อมูลในอัตรามากกว่าที่ USB 2.0 สามารถทำได้
ดังนั้นคำถามก็คือ มีสื่อเก็บข้อมูลในปัจจุบันที่สามารถอ่านและเขียนข้อมูลด้วยอัตราใกล้เคียง 5 Gbps หรือไม่ คำตอบก็คือมีสื่อเช่นนั้นจริง แต่ยังไม่มากนัก คำตอบนี้อาจทำให้หลายคนเกิดความกังวลว่า SuperSpeed USB จะกลายเป็นคอขวดอีกครั้งหรือไม่ เป็นที่แน่นอนว่ามันสามารถเกิดขึ้นแต่คงไม่ใช่ในระยะเวลาอันใกล้นี้ นักวิชาการหรือผู้รู้ด้านคอมพิวเตอร์ คาดการว่า SuperSpeed USB ควรมีอายุยืนยาวไปอย่างน้อยอีก 5 ปี
ข้อมูลอ้างอิง www.usb.org

สัญญาลิขสิทธิ์ของ Windows 7 แบบ FPP License ดีกว่า OEM อย่างไร ?

ในฐานะที่ทำเว็บ Community อย่าง ThaiThinkPad และได้รับเป็นผู้ทดสอบ Windows 7 ภาษาไทยกลุ่มแรกๆ จึงมีอีเมลต่าง ๆ สอบถามมาในเรื่องของ Windows 7 ในรูปแบบ licensing ต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง จริงๆ แล้วก็ไม่ได้แตกต่างจากใน Microsoft Offcie 2007 เท่าใดนัก แต่เพื่อเจาะจงลงไปจะได้อ่านเข้าใจได้ง่ายๆ ผมเลยนำมาสรุปอีกครั้งจะได้ไม่งงกับข้อมูลครับ

สำหรับ Windows 7 ในนั้นมีระบบ licensing อยู่ 3 แบบหลักๆ แต่ผมจะพูดส่วนของ FPP และ OEM ก็พอ ส่วน Volume License นี่ผมคงไม่พูดถึงครับ

   1. FPP License
หรือ Full Package Product License จะมาในรูปแบบของกล่องซึ่งเหมาะ สำหรับผู้ใช้ซอฟต์แวร์ส่วนบุคคล ใช้ตามบ้านทั่วๆ ไป หรือนิสิตนักศึกษาเป็นหลัก โดยอาจจะต้องมีความรู้ในการติดตั้งเองสักหน่อย เช่นต้องหาแผ่น driver ต่างๆ ของเครื่องเราเอง แต่ก็มีความคล่องตัวในการย้ายเครื่องได้มากกว่า

      
สิทธิ์ที่ได้
      - 1
กล่องจะสามารถใช้งานได้เพียง 1 เครื่องเท่านั้น
      -
สามารถโอนย้ายข้าม เครื่อง ได้ โดยการย้ายข้ามเครื่องต้องลบซอฟต์แวร์ออกจากเครื่อง เก่าก่อนแล้วทำการติดตั้งในเครื่องใหม่ แล้วทำการโทรเข้า ศ.บริการของ Microsoft เพื่อทำเรื่องของ Activation Software อีกทีหนึ่ง
      -
ไม่ได้รับสิทธิในการใช้งานเวอร์ชั่นเก่าได้ (Downgrade Right)
      -
ไม่สามารถใช้งานข้ามภาษาได้
      -
อาจจะได้รับ Software Assurance ในกรณีที่กำลังจะมีการออกรุ่นใหม่ออกมาทำให้เราได้รับการอัพเกรดฟรี

      
สิ่งที่อยู่ในกล่อง
      -
คู่มือการใช้งาน
      -
ใบรับรองสินค้าของแท้ (Certificate of Authenticity: COA) ติดอยู่ข้างกล่อง
      -
ใบอนุญาตการใช้งานสำหรับผู้ใช้ ปลายทาง (End User License Agreement)
      -
แผ่นดิสก์ หรือ CD ROM
   2. OEM License
หรือ Origianl Equipment Manufacturer จะเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อเครื่องใหม่ องค์กร หรือห้างร้านที่ไม่ต้องการยุ่งยากกับการใช้ซอฟต์แวรที่ไม่ต้องการยุ่งยากใน การติดตั้งและหา driver ต่างๆ โดยจะติดตั้งมาให้พร้อมใช้งานทันที

      
สิทธิ์ที่ได้รับ
      - 1
กล่องจะสามารถใช้งานได้เพียง 1 เครื่องเท่านั้น
      –
ซื้อพร้อมกับเครื่องใหม่เท่านั้นและจะติดไปกับเครื่องนั้นเท่านั้น โดยที่ไม่สามารถย้ายเครื่องได้ในกรณีที่เครื่องเสีย โดยในกรณีที่เป็นเครื่องที่เป็น partner กับ Microsoft อย่างถูกต้องจะมีชื่อผู้ผลิตเครื่องระบุในตัว COA ด้วยซึ่งถ้ามีปัญหาใดๆ ก็จะอ้างอิงจาก S/N เครื่องเป็นหลัก แต่ถ้าเป็นการติดตั้งแบบ OEM ที่ซื้อต่างหากที่ให้กับร้านค้าประกอบเครื่องเองเช่นในห้างไอทีต่างๆ ในไทยนั้นจะผูกติดกับ M/B เป็นหลัก ถ้า M/B ของเครื่องนั้นๆ เสีย OEM License ตัวนั้นก็จะสิ้นสุดสิทธิ์ในการใช้งานไปด้วย
      -
ได้ รับสิทธิในการใช้งานเวอร์ชั่นเก่าได้ (Downgrade Right) แต่ก็ตาม ที่ระบุไว้นะครับว่าต่ำสุดได้เท่าไหร่
      -
ไม่สามารถใช้งานข้ามภาษาได้
      -
อาจจะได้รับ Software Assurance ในกรณีที่กำลังจะมีการออกรุ่นใหม่ออกมาทำให้เราได้รับการอัพเกรดฟรี

      
สิ่งที่อยู่ในกล่อง OEM
      - OEM
จะมีสติ๊กเกอร์ใบรับรองสินค้าของแท้ (Certificate of Authenticity: COA) ให้มาแปะกับเครื่องและจะไม่สามารถนำออกไปได้ถ้าติดไปแล้วโดยจะมี CD-Key ระบุไว้อย่างชัดเจนบน สติ๊กเกอร์นั้นๆ
      -
ใบหรือการ์ดระบุคุณลักษณะในการใช้งานทั่วไป
      -
ใบอนุญาตการใช้งานสำหรับผู้ใช้ ปลายทาง (End User License Agreement)
      -
แผ่นดิสก์ หรือ CD ROM (มีเฉพาะกับของ Windows เท่านั้นซอฟต์แวร์ตัวอื่นๆ จะไม่มี)
   3. Volume License
อันนี้เหมาะกับองค์กรเป็นหลักครับ เพราะมีราคาถูกที่สุด และใช้ในปริมาณมากๆ ได้ดีแต่ก็ต้องทำติดขอซื้อและทำสัญญา Software Assurance ต่างๆ ด้วยซึ่งตรงนี้อาจจะกล่าวต่อไปถ้ามีเวลาครับผม ซึ่งถ้าเปิดบริษัทผมแนะนำตัวนี้ครับ เพราะถ้าเราซื้อสิทธิ์พร้อม Software Assurance จะได้รับการอัพเกรดเป็นรุ่นใหม่เสมอๆ ตลอดระยะเวลาทำสัญญา Software Assurance ครับ

จากข้อมูลด้านบนนั้นผมมักแนะนำเสมอๆ ว่าถ้ามีโอกาสผมก็จะแนะนำให้ซื้อ FPP ไปเลย เพราะย้ายเครื่องได้ อัพเกรด หรือทำอะไรกับเครื่องก็สบายใจ เพราะถ้าเราอัพเกรดมากๆ บางครั้ง OEM จะโดนให้ Activate ใหม่ แล้วมักจะไม่ผ่านในขั้นตอนนี้ครับ ซึ่งจะเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวมากครับ ซึ่งราคา FPP ในประเทศไทยนั้นราคาไม่แพงไปกว่า OEM ในตลาดเมืองนอกครับ ถ้ายังจำได้ตอน Windows 7 เปิดตัวในไทยใหม่ๆ จะมีราคาโปรโมตชั่นแรงๆ ในราคาถูกมากๆ ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีและน่าจะเหมาะกับวิถีชีวิตการใช้งานคนไอทีในไทย ที่มักจะซื้อเครื่องประกอบเอง และเปลี่ยนแปลงเครื่องตัวเองบ่อยๆ มากกว่า OEM ครับ (ราคา OEM และ FPP สำหรับ Windows 7 ก็ไม่ได้แตกต่างไปมากแบบเมื่อในรุ่นเก่าๆ แล้วครับ)

อ้างอิงจาก http://www.microsoft.com/thailand/licensing/